
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชูแนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่ง แวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution)

ซึ่ง 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์ สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถา พิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่ง แวดล้อมไทย”

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า วิกฤตสิ่ง แวดล้อมในปัจจุบันถือเป็น วิกฤตไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียง ลำพังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นรูปธรรมขณะเดียวกันประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งใน ระดับนโยบายจนไปสู่การปฏิบัติ การปรับตัวของภาคธุรกิจและการสร้างความตระหนักรู้ ให้ประชาชนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันต่อวิกฤติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม

“วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และ มลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและความ มั่นคงทางทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุดคือการ “ปรับตัว” เพราะหากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ ความสูญเสียในอนาคตอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้ ดังนั้น ในวาระครบรอบ 33 ปีของ TEI ครั้งนี้ จึงเป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ทั้งตัวแทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม มาร่วมเจาะลึกทุก วิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นที่ นโยบายประเทศ ไปจนถึงระ โลก พร้อมร่วมกันถอดบทเรียนเสนอทางรอดและยกระดับศักยภาพการรับมือวิกฤติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน”
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ภายในงานยังเปิด 3 เวทีใหญ่แบบเจาะลึกตรงประเด็นเพื่อร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ขับ เคลื่อนงานวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในวงการสิ่งแวดล้อม รวมถึง ผู้บริหารภาคธุรกิจที่ เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับประเทศไทยที่ให้ความสำคัญในการมุ่งเป้าสู่ Net Zero วิทยากรมากกว่า 15 ท่าน มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนทางรอด และการปรับตัว โดยการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบ ไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับ วิกฤติทั้งสามพร้อมกันให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ดังนี้

เวทีที่ 1 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำเสนอผ่านประเด็น Climate Crisis วิกฤติที่ ไทยที่ต้องรับมือ ร่วมหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัญหาการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาครัฐ เลให้ทุกภาคส่วนของประเทศทั้งภาค ภาคเอกชน ภาคประชาชน ต้องเร่งขับเคลื่อนแผนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกและแผนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับ ประเทศไทยได้เร่งเครื่องในระดับนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอน ต่ำ ด้วยการตั้งเป้าให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเป็นการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงระดับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของ ประเทศไทย เพื่อร่วมหาทางออกจากวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโอกาสให้ จะเป็นรากฐานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

เวทีที่ 2 การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ที่หยิบยกประเด็น Biodiversity Collapse ธรรมชาติเสื่อม กับความเสี่ยงและการปรับตัวผ่านพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ ความรู้ และมุมมองต่อสัญญาณเตือนของวิกฤติธรรมชาติเสื่อมถอยและการสูญเสีย

ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และ ประเทศไทย โดยมี การนำเสนอแนวคิด เครื่องมือ และทิศทางใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือวิกฤติสิ่ง แวดล้อม อาทิ รายงานสิ่งแวดล้อมโลก แนวโน้มการพัฒนาแบบ (Nature-Positive) การ ปรับตัวของภาคธุรกิจที่รับผิดชอบต่อธรรมชาติ ทิศทางนโยบายสีเขียวของอาเซียน (Green Policy) เส้นทางและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) เครื่องมือทางการเงิน Nature Credits ที่เชื่อมโยง “ธรรมชาติ-เศรษฐกิจ” ตลอดจนแนวทาง Green Development ของจีน และบทบาทประเทศไทยต่อพื้นที่อนุรักษ์ความหลาก หลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่ คุ้มครอง (OECMS: Other Effective area-based
ไทย Conservation Measures) โดยเวทีนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองจากวิทยากร ผู้ เชี่ยวชาญ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางการปรับตัวและความ ร่วมมือ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลอยู่ ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป

เวทีที่ 3 ปัญหามลพิษ Pollution Challenges มลพิษสิ่งแวดล้อม ปัญหาเก่า จะก้าวข้าม กันอย่างไร โดยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและบริการ ชุมชน และเกษตรกรรม มุ่ง ยกระดับการจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิด การจัดการ ของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรตามแนวทาง เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมผลักดันความร่วมมือเพื่อพัฒนา แนวทางที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาที่ ยั่งยืนในระยะยาว เวทีเสวนาชูประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “โอกาสและการปรับ ตัวของภาคการผลิตและบริการ” และ โอกาสและการปรับตัวของภาคชุมชนและภาค เกษตรกรรม

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่า ด้วยเรื่องการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับเกณฑ์ อาคารเขียวไทยระหว่างมูลนิธิอาคารเขียวไทยกับ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานอาคารเขียวด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมของ TEI กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมพิธีมอบ รางวัลและเชิดชูเกียรติภาคีสิ่งแวดล้อมทั้งการมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตร ฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ประกอบการที่คำนึงถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งวัฏจักร รางวัลพลังสือขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมไทย ที่เปิดโอกาสให้ สื่อมวลชนร่วมส่งผลงานรายงานพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมข้างต้นเข้า ประกวดโดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน และการมอบรางวัล Green Voice Influencer Award ขณะเดียวกัน TEI ยังได้นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด “ปรับ เพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ที่สื่อให้เห็นถึงการสูญเสียจาก 3วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับการ ดำเนินชีวิตของคนไทย พร้อมซูโมเดลความสำเร็จจากการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่ว ประเทศ



“ตลอดระยะเวลา 33 ปีในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อม ไทย (TEI) ได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งใน ระดับประเทศและระดับภูมิภาคตามมาตรฐานสากลที่ยึดมั่นความถูกต้องทางวิชาการ และมีความเป็นกลางขอขอบคุณความร่วมมือและการสนับสนุนด้วยดี TEI พร้อมจะก้าว ไปสู่องค์กรในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค พร้อมเครือข่ายพันธมิตร อันเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเพราะหัวใจสำคัญของโลกยุคใหม่คือ “การเรียนรู้ ตระหนัก และปรับตัวเพื่ออยู่รอด” และการ เปลี่ยนแปลงเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่าง จริงจัง” ดร.วิจารย์ กล่าวปิดท้าย