
ในยุคที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป “ข้อมูลคาร์บอน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศ ทั้งในมิติของการส่งออก การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero โดยสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ภายใต้มูลนิธิอรุณ สรเทศน์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงาน “Climate Intelligence Forum 2026: Driving Climate Action Through Data-Driven Resilience and Eco-Efficiency” โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาควิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการใช้ข้อมูล Carbon Footprint เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

โดยมี ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงาน Forum วิชาการ ในครั้งนี้ โดยได้มีการสะท้อนภาพรวมของสถานการณ์โลกด้าน Climate Change ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า การรับมือกับปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ การบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม และการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายและภาคปฏิบัติอย่างเป็นระบบ

ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “อบก.กับความสำคัญของ Data Platform : การเก็บและจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุต พริ้นท์” โดย คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับแนวคิด Climate Intelligence ซึ่งถือเป็นกรอบความคิดสำคัญของการจัดการปัญหาภูมิอากาศในยุคปัจจุบัน โดยเน้นว่าข้อมูล (Data) ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงเทคนิค แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานของการตัดสินใจ ที่สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้ม การคาดการณ์ และการออกแบบมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบรรยายในหัวข้อ “Revolutionizing Carbon Footprint Assessment for Organizations, Products & Projects Platform” โดย ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ซึ่งได้เน้นย้ำบทบาทของสถาบันการศึกษาในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครบถ้วนสามารถนำไปใช้ได้จริง และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน และได้กล่าวถึงการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเป็นระบบ

พร้อมการเปิดตัว “IdeaCarb – CFO Report Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ถูกพัฒนาเพื่อการประเมินและจัดทำรายงาน Carbon Footprint ในทุกระดับ เริ่มต้นจากระดับองค์กร และมีแผนพัฒนาต่อในระดับผลิตภัณฑ์ และโครงการ โดยแพลตฟอร์มถูกออกแบบให้สามารถสนับสนุนระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) อย่างครบวงจร รวมถึงการนำเทคโนโลยี เช่น Machine Learning และ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แนวโน้มการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดคาร์บอน และรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในอนาคต ดังนั้นการเปิดตัวแพลตฟอร์มในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ (System Transformation) ของการจัดการข้อมูลด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก “การรายงาน” ไปสู่ “การตัดสินใจเชิงนโยบายและการดำเนินงานจริง” อย่างเป็นระบบด้วยข้อมูลที่มีความโปร่งใสและแม่นยำ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอความร่วมมือด้านการขับเคลื่อนข้อมูลคาร์บอนในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการพัฒนาระบบการเก็บและประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากนาข้าว เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยในโครงการพัฒนาประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency) ของระบบขนส่งทางราง และความเป็นไปได้ในการต่อยอดและประยุกต์ใช้งาน IdeaCarb – CFO Report Platform ในอนาคต
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่เวทีเสวนาหัวข้อ “From Data to Action: Achieving Net Zero Through Carbon Footprint Assessment” ซึ่งสะท้อนมุมมองจากผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ดำเนินงานภาคขนส่ง ภาคธุรกิจด้านเกษตร และภาควิชาการ

โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), คุณอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม, คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ กรรมการบริษัท สิริอัปสร จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ “สิริไท” (SiriThai), คุณพรปวีณ์ ศิริรังษี วิศวกร 8 ศูนย์วิศวกรรมเครื่องกล ฝ่ายการช่างกล การรถไฟแห่งประเทศไทย และ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเวทีเสวนาสะท้อนว่า แม้แต่ละภาคส่วนจะมีบริบทต่างกัน แต่ต่างเห็นตรงกันว่าข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น “ภาษากลางของการพัฒนา” ที่เชื่อมโยงการตัดสินใจตั้งแต่ระดับนโยบาย องค์กร ธุรกิจ ไปจนถึงพฤติกรรมของประชาชน โดยคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูลจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

ในระดับนโยบาย ข้อมูล Carbon Footprint ของประเทศถูกใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการติดตามความก้าวหน้าด้าน Climate Action ภายใต้กรอบรายงานระหว่างประเทศ เช่น BTR (Biennial Transparency Report) ซึ่งสะท้อนว่าการบริหารจัดการข้อมูลที่เป็นระบบเป็นหัวใจสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระดับองค์กร ภาคเอกชนถูกเน้นว่าเป็นกลไกสำคัญของการลดคาร์บอน เนื่องจากมีบทบาททางเศรษฐกิจสูง และอยู่ภายใต้แรงกดดันจากตลาดทุนและห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูล Carbon Footprint จึงถูกใช้ทั้งในการรายงาน การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงธุรกิจ รวมทั้งยังได้กล่าวถึง Carbon Footprint ในระดับผลิตภัณฑ์และ

โครงการ โดยชี้ให้เห็นว่าการลดคาร์บอนต้องครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ไปจนถึงโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้าง “Check and Balance” ระหว่างข้อมูลในแต่ละระดับ และทำให้การลดการปล่อยเกิดขึ้นจริงอย่างครบวงจร

พร้อมทั้งปิดท้ายงานด้วยการแบ่งปันประสบการณ์โครงการ “Low Carbon NextGen: Youth Action for Sustainable Communities” หรือ “โครงการเยาวชนคาร์บอนต่ำ: พลังรุ่นใหม่ สู่ชุมชนยั่งยืน” โดย นางสาวลลิตา หลำพึ่ง หัวหน้าฝ่ายประเมินและบริหารโครงการ สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งได้นำเสนอผลการดำเนินงานและบทเรียนจากการพัฒนาเครือข่ายเยาวชน ผ่านกิจกรรมอบรม ค่ายพัฒนาแนวคิดและการประยุกต์ใช้ข้อมูล ควบคู่กับการสร้างต้นแบบกิจกรรมในระดับโรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้าน Climate Change และ Carbon Footprint และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

Climate Intelligence Forum 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Carbon Footprint แต่เป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงผู้เล่นหลักของระบบนิเวศ Net Zero ของประเทศไทย ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา ไปจนถึงเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “การตัดสินใจ” และเปลี่ยน “การตัดสินใจ” ให้กลายเป็น “การลงมือทำ” ที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด เวทีนี้สะท้อนภาพสำคัญว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่สามารถอาศัยเพียงแค่ข้อมูล แต่ต้องมี “แพลตฟอร์มข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่เป็นโครงสร้างกลางที่สำคัญในการรวบรวม วิเคราะห์ และแปลงข้อมูลไปสู่การตัดสินใจด้านนโยบายในเชิงปฏิบัติ (Data to Action) อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ความสำเร็จของระบบข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต